Home
 

 

 

    ยินดีต้อนรับสู่โลกของผม

           นี่คือประวัติของเพื่อนเราชาวเบ็ญ 17-19 ท่านแรกของคอลัมน์นี้ และผู้ที่ให้ไอเดียในการทำก็คือคุณถวัลย์ เรียนวิริยกิจ และคุณนายหน่อยศรีภรรยา สาเหตุที่เป็นพันธุ์ศักดิ์เพื่อนเราคนนี้ก็เพราะประวัติชีวิตของเขากว่าจะมายืนอยู่ได้ทุกวันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ซึ่งเป็นชีวิตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และที่สำคัญที่สุด มันอยู่ใกล้ผู้เขียน สะดวกในการสัมภาษณ์ และติดตามรูปภาพได้คล่องตัวหน่อย กว่าจะสัมภาษณ์เสร็จก็ทำเอาผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์หน้าแดงไปตามๆ กัน สำหรับท่านใดที่อยากให้ข้อมูล และประวัติเพื่อนท่านอื่นๆ ก็แนะนำมาได้ เอาล่ะเริ่มเข้าสู่เรื่องกันเลยครับ

เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย

          พันธุ์ศักดิ์ กนกหงษ์ เป็นเด็กบ้านหัวเรือ ต.หัวเรือ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เรียนหนังสือชั้นประถมก็โรงเรียนประจำหมู่บ้าน คือโรงเรียน บ้านหัวเรือนั่นเอง ช่วงตอนเด็กๆ ก็ดื้อตามประสาเด็กน้อยบ้านนอกคอกนาทั่วๆ ไป

123 ไม่มีพิษมีภัยกับใครๆ วันหยุดก็เล่นกับเพื่อนๆ บ้านเดียวกัน เช่นยิงนกตกปลา คล้องกะปอมตามประสาเด็กนอกเมืองที่ไม่เคยเจอ แสงเสียงในแดนศิวิไลว์ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็น่าจะเป็นพวก โลว์โปรไฟต์ ประมาณนั้นนั่นเหละครัับ

เข้าสู่อ้อมกอด เขียว-แดง

          จบการศึกษาชั้นประถม สุดยอดปราถนาของเด็กประถมแทบทุกโรงเรียน นั่นก็คือการที่ ได้เรียนใน โรงเรียนประจำจังหวัด แน่นอนครับที่อุบลฯถ้าผู้ชายก็ต้องเบ็ญฯและผู้หญิงก็ต้องนารีฯ พันธุ์ศักดิ์ หรือเพื่อนๆ แถวบ้านเรียก "บักศักดิ์" สอบแข่งขันเข้า โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชได้ ซึ่งทั้งหมดบ้านหัวเรือขณะนั้นมีเด็กประถมเข้าเบ็ญฯได้เพียง 2 คนครับพี่น้อง (สงสัยต้องเรียนเก่งแน่ๆ โปรด ติดตามต่อไปเรื่อยๆ ครับ) เมื่อปีการศึกษา 2515 ด.ช.พันธุ์ศักดิ์ กนกหงษ์ ก็ก้าวเท้าสู่อ้อมกอดรั้วเขียว-แดง โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช โรงเรียนประจำจังหวัดชายอุบลราชธานี อยู่ตั้งแต่โรงเรียนเบ็ญฯหลังเก่าหลังศาลากลาง (ที่โดนเผาเมื่อไม่นานมานี้)จนจบชั้น ม.ศ. 3 ที่ โรงเรียนเบ็ญฯใหม่ในย่านท่าวังหิน

ก็เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ต่อจากนั้นแล้วก็ไปศึกษาต่อชั้น ป.วช. ที่วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี สาขาช่างกลโรงงาน พี่น้องครับ ปรกติในสายชั้น ป.วช. เขาจะเรียนกัน 3 ปี นายหัวเรือ เกรงว่าจะมีประสบการณ์ไม่แกร่งพอจึงขออาจารย์เขาเรียนเพิ่มอีก 1 ปี เป็น 4 ปี ถึงได้จบชั้น ป.วช. อย่างสมบูรณ์โดยได้ใบประกาศ 2 ใบ คือ ใบประกาศมัธยมปลายและใบประกาศวิชาชีพ

เข้าสู่เมืองกรุงเพื่อหางานทำและเรียนต่อ

          หลังจากจบในสายชั้น ป.วช. แล้วก็ปรึกษาทางครอบครัวทุกคนเห็นว่า บักศักดิ์น่าจะไปหางานที่กรุงเทพฯได้แล้ว ถ้ามีเงินก็ขอให้หา ที่เรียน โดยส่งตัวเองแล้วกัน เมื่อทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วยก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ลาแล้วหนาบ้านเก่าพร้อมกับเงินที่แม่ให้ 300 บาท ขึ้นรถไฟที่วารินฯ กับเพื่อนรักอีกคนซึ่งมีเงินติดตัวอีก 500 บาท รถออก 5 ทุ่มถึงกรุงเทพฯ บ่าย 2 ของอีกวัน ใหม่ๆ ก็ลำบากมาก ที่พักก็ยังไม่มี พูดภาษากลางก็ยังไม่แข็งแรง งานก็ยังหาไม่ได้ แต่พอดีมีเพื่อน ที่เรียนเทคนิคด้วยกันทำงานที่ กทม.อยู่แล้ว เป็นอาชีพเซลแมน ก็เลยได้ฝึกทำงานเป็นเซลแมน ขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากับเขาผลก็คือขายไม่ได้เลย เนื่องจากการที่ จะเป็นเซลแมนที่ดีมีบุคลิคเด่นนั้นต้องสวมเสื้อเชิ๊ตสะอาดสะอ้านกางเกงแกสบี้และรองเท้าหัวแหลมมีส้นแต่ไอ้หัวเรือเพื่อนเราแต่งตัวดังี้ ครับคือเสื้อเป็นเสื้อเชิ๊ตแอโล่ว์ตัวใหญ่ๆ พับแขน กางเกงทรงลุงลีวายส์ผ้ามัน รองเท้า Convert ใหญ่และยาว เพราะฉะนั้นอวสานเซลแมนก็เกิดกับตัวหัวเรือได้อย่างเหมาะเจาะเพราะประสบการณ์ก็ไม่มี แต่งตัวก็ไม่เข้าแก๊ป สำคัญที่สุดพูดภาษาภาคกลางก็ไม่คล่อง (กรรม) เงินที่ทางบ้านให้มาก็หมด เลยไปช่วยป้าข้างๆ บ้านพักพับถุงขาย ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 20 บาท ไม่มีตังค์จ่ายค่าเช่าบ้านเลยต้องย้ายไปพักกับญาตแถวบางโพ งานก็ไม่มีทำ พี่ชายแบ่งตังค์ให้ใช้เล็กน้อยพอประทังชีวิต พอดีครูที่โรงเรียนพี่ชายเขาลาออกคนหนึ่งจึงได้ไปสมัครเป็นครูโรงเรียนราษฎ์โดยใช้วุฒิ ม.ศ. 5 ได้รับเงินเดือน เดือนละ 750 บาท และให้สอนเด็ก ม.ศ. 3 สอนวิชา "เลขาคณิต" (ตอนเรียนที่เบ็ญ สอบตกวิชานี้ของ อ.สงบ ดาโรจน์) สอนอยู่ได้ 3 เดือนก็ต้องจำใจออกเพราะจะโดนเด็ก ม.ศ. 3 รุมต่อย ไปเป็นนักร้องดีกว่าเพราะคิดว่าตัวเองเสียงก็ไม่แพ้ใครนี่หว่าที่คาเฟ่แถวๆ บ้านพัก เขาก็รับอีก โดยให้ร้องเพลงในแนว สุเทพ,ธานินทร์แต่ตัวเองถนัดแนวเทพพร เพชรอุบล เอ๊า ร้องก็ร้อง ทำได้ประมาณ 6-7 เดือนก็ต้องออกอีกเนื่องจากคิดว่ามันใช่อาชีพที่ตัวเองถนัด ทำให้แม่ยกต่างร้องไห้ ขี้มูกโป่งไปหลายต่อหลายคน เนื่องจากพวกพี่แก เสียใจว่าทำไมถึงออกช้านัก (55555) แล้วก็ลองไปทำงานที่โรงเบียร์อมฤต แผนกปิดฝาเบียร์ ก็อยู่ได้ประมาณเกือบปี พอดีงานอีกที่ ที่ไปสมัครไว้เรัยกตัว เพราะให้เงินเดือน มากกว่า นั่นก็คือบริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก ย่านพระปะแดงในตำแหน่งพนักงานควบคุมเครื่องหล่อเหล็ก

แล้วก็ย้ายไป ทำงานที่บริษัทในเครือคือบริษัทไทยเซ็นทรัลเคมีที่ผลิตปุ๋ยตราหัววัวคันไถที่เรารู้จัก ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต พร้อมไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่กันไปด้วย

          จะสังเกตหลังจากที่ เข้าทำงานในบริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก ก็จะมีการย้ายไปทำงานในบริษัทในเครือตลอด ด้วยความเป็นคนโสด และอยากค้นหาการงานสิ่งใหม่ๆ จึงมีการย้ายที่ทำงานอยู่บ่อยครัง ทำงานที่ กทม.ได้ประมาณ 3 ปี ทางบ้านโทรเลข (เครื่องมือสื่อสารที่ดีที่สุดในยุคนั้น) บอกให้กลับมาบวชแทนคุณบิดา มารดาหน่อย จึงได้ลาบริษัท กลับไปบวช ที่วัดบ้านหัวเรือ บวชได้ประมาณ 15 วัน เนื่องจากบริษัทอนุญาตให้ลาได้แค่นั้น "ลูกผู้ชายเราถ้าได้บวช แทนคุณแล้วถือว่า ชีวิตนี้มันครบ ถ้วนสมบูรณ์ ของความเป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง"  หัวเรือกล่าวอย่างภาคภูมิใจ.

ฝากตัวเป็นหลานย่าโม

          ปี พ.ศ. 2526 เริ่มย้ายที่ทำงานอีกครั้งคราวนี้ได้รับการทาบทามจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทให้มาทำงานที่ภาคอีสาน เป็นจังหวัดนครราชสีมากำลังจะเปิดเป็นศูนย์อุตสาหกรรมทางการเกษตร ตามประสาคนโสดไม่มีพันธะใดๆ หัวเรือก็ตอบตกลงแล้วเก็บข้าวของมาอยู่ที่โคราชทันทีที่บริษัทเจ้าพระยาพืชไร จำกัด ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตำแหน่งการการทำงาน ก็ไต่เต้าจากพนักงาน-หัวหน้าแผนก-เรื่อยไปขณะทำงานก็ศึกษาเพิ่มเติมควบคู่กันไป แต่มีสิ่งดีสิ่งหนึ่งที่หัวเรือภาคภูมิใจมาก นั่นคือด้วยตัวเองเป็นคนที ทำกับข้าวอร่อย ่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจนักเลง จึงเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานทุกคน แม้กระทั่งวิศวกรฝึกงานหรือวิศวกรที่พึ่งเข้าทำงานที่บริษัทใหม่ๆ ก็ยังต้องมาขอคำปรึกษาเกี่ยวระบบของเครื่องจักรโรงงานผลิต หรืองานด้านอื่นๆ อยู่เป็นประจำ ถ้าพูดถึงในวงการอุตสาหกรรมแป้งมันสัมปะหลังแล้วต้องยกให้เขาครับพี่น้อง "หัวเรือ" เพื่อนเรา

          ตำแหน่งล่าสุดที่อยู่บริษัทเจ้าพระยาพืชไร่จำกัด นครราชสีมาคือ "หัวหน้าส่วนวิศวกรรมการผลิต" และในปี 2550 บริษัทเจ้าพระยาฯ ย้ายฐานการผลิตไปที่จังหวัดกำแพงเพชร ชื่อบริษัท เจ้าพระยาพืชไร่ 2999(กำแพงเพชร)จำกัด หัวเรือของเรา ก็ได้รับความไว้วางใจ จากผู้บริหาร ให้ไปเป็น "ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมการผลิต" รับผิดชอบดูแลฝ่ายผลิต ฝ่ายไฟฟ้า ฝ่ายยานยนต์และซ่อมบำรุง มาจนกระทั่งทุกวันนี้

          พันธุ์ศักดิ์ยังได้มีข้อคิดดีๆ มาฝากพวกเราด้วยคือเขาบอกว่า ไอ้คนที่ดื้อๆ มักจะมีประสบการณ์สูง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ และเอาตัวเองรอดได้ ให้เก่งก็ไม่เก่ง แต่สามารถแก้สถานการณ์ได้ดี มีวิสัยทัศน์ที่ดี โดยมองจากข้างหลังไปข้างหน้า แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ มีนิยามที่น่าสนใจของพันศักดิ์ที่น่าสนใจคือ "มนุษย์เราดิ้นรนอยู่ด้วยความเป็นคน บางครั้งชีวิตมันเปรี้ยวดั่งมะนาว และบางครั้งมันหวานดั่งน้ำผึ้ง เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งผสมมะนาวนั่นแหละคือชีวิตเรา"

Profile & LifeStyle

ชื่อตามบัตรประชาชน/พันธุ์ศักดิ์ กนกหงษ์

ฉายา/ "หัวเรือ", "จิโหลย" , ศักดิ์, "จอ"

อายุ/52 ปี

วันเกิด/28 พฤศจิกายน 2501

สถานภาพครอบครัว/แต่งงานแล้วมีภรรยา 1 คน บุตร 2 คน เป็นบุตรสาวและบุตรชาย ทั้งสองกำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

กีฬา/มวย,ตะกร้อ,วอลเลย์บอล,และกีฬาเร้าใจอีกหลายชนิด(อะไรวะ)

เพลง/ลูกกรุง,ลูกทุ่ง,หมอรำ,เพื่อชีวิต

ภาพยนต์/สงคราม,คาวบอย,VCD Concert นกน้อย อุไรพร,โปงลางสะออน,แหยมยโสธร

งานด้านบริการสังคม/เป็นกรรมการบริหารอำนวยการศึกษาโรงเรียนช่างกลพานิชยการนครราชสีมา,กก.ตร.สภ.โพธิ์กลาง

อาชีพเสริม/เป็นเจ้าของร้านหมูกระทะชื่อ หมูย่างอินเตอร์ ย่านการเคะฯนครราชสีมา โดยมอบให้ภรรยาเป็นผู้จัดการดูแล

อำนาจ ศิลาเกษ : สัมภาษณ์ / ร้อยเรื่องราว lens plus